เมืองฝ้าย นครรัฐในมูลเทศะ

การศึกษาสำรวจเรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติ ศาสตร์ และโบราณคดีในประเทศไทยที่ข้าพเจ้าทำมาร่วม 50 ปีนั้น ทั้งพื้นที่และเวลาได้อุทิศให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นสิ่งที่ทำ ต่อเนื่องจากการสืบค้นของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ผู้เป็นบิดา

ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น ทางรัฐบาลมีการฟื้นฟูสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ โดยเฉพาะสุโขทัยและอยุธยาที่บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมศิลปากร อยากเข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีในการดำเนินการ บิดาของข้าพเจ้า แม้ว่าจะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองโบราณคดีที่มีหน้าที่ รับผิดชอบถูกเขี่ยให้ไปทำงานสำรวจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานแทน เพราะเป็นภูมิภาคที่แห้งแล้งทุรกันดาร ยากแก่การปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง บิดาของข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธ และยินดีที่จะทำ เพราะมีอะไรๆ หลายอย่างที่ท้าทายในฐานะ ที่เป็นนักวิชาการคนไทย เพราะก่อนหน้านี้เรื่องของแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ และโบราณคดีประวัติศาสตร์ คนไทยไม่สนใจอยากศึกษา และยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าเป็นพื้นที่ที่นักโบราณคดี นักอ่านจารึก และนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ของฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคม ซึ่งมีศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ผู้เป็นเสมือนครูของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทำไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่อาจารย์มานิตเห็นว่าส่วนใหญ่การค้นคว้าของนักวิชาการฝรั่งเศสมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับขอมหรือเขมรสมัยเมืองพระนคร ที่ฝรั่งเศสพยายามนำข้อมูลจากงานสำรวจศึกษาไปสร้างประวัติศาสตร์มหาอาณาจักรเมืองพระนครที่เป็นศูนย์อำนาจการเมืองครอบครองดินแดนทั้งหมดในแหลมทอง หรือที่เรียกว่าพื้นแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การบุกเบิกและสืบต่อโบราณคดีอีสาน

การที่อาจารย์มานิตจงใจและต้องการออกไปสำรวจ ศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เพราะได้สังเกตและพบ ข้อมูลหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น หาได้มีเฉพาะหลักฐานข้อมูลทางโบราณคดีสำคัญอยู่ เพียงวัฒนธรรมขอมสมัยเมืองพระนครและก่อนเมืองพระนคร ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในความเชื่อทางศาสนาฮินดูและพุทธมหายานเท่านั้น หากมีหลักฐานข้อมูลทางพุทธศาสนาเถรวาทใน วัฒนธรรมทวารวดีเป็นพื้นฐานอยู่ด้วยดังเห็นได้จากการมีอยู่ของพระสถูปเจดีย์ พระพุทธรูป และเสมาหินแสดงภาพ มหานิบาตชาดกที่พบตามท้องถิ่นต่างๆ ในภาคอีสาน อาจารย์มานิตจึงออกทำการสำรวจภาคอีสานทั้งภาคตั้งแต่ พ.ศ.2502-2504 ร่วมกับหัวหน้าแผนกสำรวจ คือ อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ผู้เป็นศิลปินแห่งชาติ ทำหน้าที่ทำผังรังวัดและวาดภาพรูปร่างของโบราณสถานที่พบในการสำรวจ ส่วนอาจารย์มานิตทำหน้าที่ถ่ายรูปในฐานะช่างภาพ

อาจารย์มานิตและคณะตามรอยการสำรวจค้นคว้าของนักโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลป์ของฝรั่งเศสแทบทุกแห่ง พบว่านอกจากได้รายละเอียดเกี่ยวกับโบราณสถานวัตถุในวัฒนธรรมขอมแล้ว ยังพบโบราณสถานวัตถุในวัฒนธรรมทวารวดีอีกมากมาย โดยเฉพาะเสมาหินแสดงภาพชาดกและสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งตำนานและนิทานที่เกี่ยวกับความเชื่อของท้องถิ่นอีกจำนวนมาก อาจารย์มานิต คือผู้สรุปให้เห็นว่าเสมาหินที่สลักภาพชาดกและพุทธประวัติ คือ อัตลักษณ์สำคัญของภาคอีสานที่มีพัฒนาการมาจากระบบหินตั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าสานต่องานของอาจารย์มานิตด้วยการสืบค้นและสำรวจชุมชนโบราณ โดยใช้แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และทำเรื่อยมาจนทุกวันนี้ โดยอาศัยความรู้ทางภูมิศาสตร์ โบราณคดี ตำนาน และมานุษยวิทยาเป็นฐาน

การศึกษาชุมชนโบราณของข้าพเจ้านั้นมีลักษณะเป็นเชิงบูรณาการ คือใช้พื้นที่ของชุมชนและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติเป็นพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนในพื้นที่ของชุมชนนั้นช่วยกันสร้างและทำขึ้นเพื่อการมีชีวิตรอดร่วมกัน ตั้งแต่แรกเริ่มเข้าไปตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านแปงเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสืบเนื่องและไม่สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ สิ่งต่างๆ ที่สร้างขึ้นร่วมกันนี้คือสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม มีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น บรรดา บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากิน ศาสนสถานและวัตถุทางความเชื่อ ที่มีทั้งศาสนาและไสย- ศาสตร์ แบบแผนบ้านเมือง รวมทั้งพื้นที่เพื่อการเกษตรและศาสนพิธี เป็นต้น ล้วนเป็นรูปธรรมที่มีโครงสร้างทางกายภาพ ให้เห็น ขณะที่สิ่งที่เป็นนามธรรมก็คือระบบและรูปแบบของความสัมพันธ์ทางสังคมที่ผู้คนในชุมชนทุกยุคทุกสมัยสร้างขึ้นและคิดขึ้น เพื่อการสังสรรค์กันเองในการมีชีวิตรอดร่วมกันในชุมชน สิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมดังกล่าวนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีทั้งโครงสร้างกายภาพและโครงสร้างสังคมซึ่งมีการเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ดังตัวอย่างเช่นพระพุทธรูปศิลาปางนาคปรกองค์หนึ่ง ที่ข้าพเจ้าและคณะสำรวจได้พบในวัดแห่งหนึ่งที่ตำบลหินดาด ครั้งสำรวจแหล่งโบราณคดีตามเส้นทางพระปาจิตกับนางอรพิม อันเป็นตำนานท้องถิ่นของคนในกลุ่มไทยโคราช การใช้สถานที่ในตำนานและลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นวิธีการที่อาจารย์มานิตใช้ในการออกสำรวจศึกษาแหล่งโบราณสถาน และโบราณคดีทั่วประเทศไทย แต่ข้าพเจ้าได้เปรียบและทันสมัยกว่าโดยใช้แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศเข้ามาเสริม

การสำรวจแหล่งโบราณสถานตามเส้นทางพระปาจิตกับนางอรพิมครั้งนั้น มีศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดีเสด็จด้วย เส้นทางการสำรวจเริ่มแต่ประตูเมืองทางทิศใต้ของเมืองพิมาย จากท่านางสระผม ผ่านที่ราบลุ่มตำบลรังกาใหญ่ แล้วหักวกขึ้นพื้นที่เนินสูงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านปราสาทหินที่เป็นอโรคยาศาลและธรรมศาลา ผ่านชุมชนบ้านอรพิมพ์และเมืองพลับพลามายัง ตำบลหินดาดในเขตอำเภอห้วยแถลง เข้าอาศัยพักแรมที่วัดหินดาด (หรือวัดอุทัยมัคคาราม) ที่มีผู้นำพระพุทธรูปโบราณมาประดิษฐานไว้ เมื่อเข้าไปดูก็พบว่าเป็นพระพุทธรูป หินปางนาคปรกอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ลักษณะเป็น พระพุทธรูปแบบทวารวดีนั่งขัดสมาธิราบ ซึ่งศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ผู้ทรงเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะทรงอธิบายว่าเป็นของในสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีเพราะไม่ค่อยได้พบในภาคอีสานขณะนั้น ข้าพเจ้าติดใจ พระพุทธรูปเก่าแก่องค์นี้ไม่เพียงแต่อายุ แต่อยากรู้ที่มา จึงได้รับคำตอบว่ามีผู้เคลื่อนย้ายมาจากเมืองโบราณแห่งหนึ่ง คือเมืองฝ้ายในเขตอำเภอลำปลายมาศ เลยเข้ากันได้กับ วัตถุประสงค์ในการสำรวจ เพราะตำแหน่งของเมืองนี้และ เมืองโบราณอื่นๆ ในลุ่มน้ำลำปลายมาศนั้น ถูกกำหนดไว้ บนเส้นทางการสำรวจจากแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศ แล้ว การพบโบราณวัตถุชิ้นสำคัญจากเมืองฝ้ายสร้างความ ดีใจยิ่ง เพราะจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ใช้ในเวลานั้น แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมืองฝ้ายและสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ที่ดูโดดเด่นและน่าจะเป็นเมืองสำคัญชัดเจนโดยเฉพาะผังเมือง แม้ว่าจะอยู่ในสภาพที่เป็นป่าก็ตาม แต่ปรากฏร่องรอยคูน้ำและคันดินในการจัดการน้ำที่ซับซ้อนกว่าบรรดาเมืองโบราณอื่นๆ

จากวัดหินดาดได้เดินทางลงใต้ไปทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำลำปลายมาศ ผ่านเมืองโบราณบนเส้นทางหลายสาย แต่เข้าไปสำรวจไม่ได้เพราะรกร้างมาก ได้แค่ถ่ายภาพคูน้ำ คันดินและดูสภาพแวดล้อมทางโบราณคดีเท่านั้น ยกเว้น บ้านกงรถ ที่เป็นเมืองโบราณมีชื่อในตำนานพระปาจิตกับนางอรพิม ที่มีผู้บันทุกไว้ว่าเคยพบธรรมจักรหินที่มีดารเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว เมื่อเข้าไปดูพบว่าเป็นเมืองโบราณมีคูน้ำล้อมสองชั้น แต่มีโคกสถูปที่น่าจะเป็นสมัยทวารวดีซึ่งมาเปลี่ยนให้เป็นฐานพระอุโบสถของวัดในหมู่บ้าน จากนั้นไม่ได้ร่องรอยเกี่ยวกับนางอรพิมตามแหล่งโบราณสถานต่างๆ ที่เป็นเมืองโบราณอีก เพราะไม่ค่อยพบผู้คนที่รู้เรื่องราวเหล่านี้ แต่การสำรวจได้พบเมืองโบราณและแหล่งโบราณสถานแบบขอมสมัยลพบุรีไปจนถึงเขตอำเภอนางรองจึงเดินทางกลับ เพราะพบความจริงว่าตามเส้นทางพระปาจิตกับนางอรพิมนี้ ดูเป็นเส้นทางโบราณที่น่าจะมีมาแต่พุทธศตวรรษที่ 21 อันเป็นสมัยที่มีการนำชื่อบ้านนามเมืองจากตำนานชาดกที่เป็นปัญญาสชาดก ซึ่งนิยนในกลุ่มคนไทยโคราชและคนเขมรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมาต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์ เท่าที่ศึกษาได้ในขณะนี้พบว่าตำนานชาดกเรื่องนี้แพร่หลายมาก ในทางฝั่งตะวันตกของลำปลายมาศ ตั้งแต่อำเภอลำปลายมาศ อำเภอนางรอง ไปจนถึงอำเภอครบุรี โดยเฉพาะที่อำเภอครบุรี นั้นถือเป็นบ้านเกิดของนางอรพิมทีเดียว

ผลจากการสำรวจครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้แลเห็นการรวมกลุ่มของเมืองโบราณแต่สมัยทวารวดีลงมาจนถึงลพบุรีในบริเวณฟากตะวันตกของลำปลายมาศ ตั้งแต่อำเภอนางรอง อำเภอลำปลายมาศ ลงมาจนถึงอำเภอห้วยแถลง โดยเฉพาะเมืองฝ้ายที่น่าจะเป็นเมืองสำคัญจากการแลดูโครงสร้างทางกายภาพของผังเมืองเป็นสำคัญ คณะสำรวจเข้าไปถึงเมืองฝ้ายในเวลาเย็น เป็นเมืองโบราณที่ยังมีป่าปกคลุมอยู่มาก จึงพบเพียงโคกโบราณสถานกลางเมืองที่ไม่อาจดูได้ว่าเป็นซากสถูป วิหาร หรือปราสาท แต่ได้รับทราบจากชาวบ้านว่ามีผู้เข้าไปขุดพบและลักลอบขุดโบราณวัตถุอยู่บ่อยๆ

การพบพระพุทธรูปนาคปรกแบบทวารวดีสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 และรู้ว่าพบที่เมืองฝ้ายในการสำรวจหลักฐานทางโบราณคดีครั้งนั้น เป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญแก่การศึกษาพัฒนาการของชุมชนเมืองขึ้นเป็นรัฐและนครรัฐของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก เริ่มแต่ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าเมืองฝ้ายมีตัวตนเป็นเมืองประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา และมีอายุต่อมาถึงสมัยลพบุรีหรือสมัยวัฒนธรรมขอมอย่างแน่นอน เพราะต่อมาได้พบโบราณวัตถุที่เป็นของในสมัยหลังเหล่านั้น ทว่าอายุของเมืองฝ้ายเหนือจากพุทธศตวรรษที่ 12 ขึ้นไปถึงยุคไหนยังเป็นปัญหาที่หลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ระยะแรกๆ มักโยนว่าเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะพบโบราณวัตถุที่เป็นเครื่องมือหินขัดในพื้นที่เช่นเดียวกับเมืองโบราณอื่นๆ อีกหลายแห่ง

สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องทำการศึกษาและสำรวจเมืองโบราณเพิ่มขึ้นและกว้างขวางขึ้น ในที่สุดก็ได้อายุของเมืองโบราณบ้านทะเมนชัยที่มีการขุดค้นโดยนักโบราณคดีอังกฤษท่านหนึ่งคือ ดร.ควอริช เวลส์ (Dr.Quaritch Wales) ผู้พบเมืองนี้จากภาพถ่ายทางอากาศของนักบินอังกฤษชื่อ วิลเลี่ยม ฮันท์ (Peter Williams-Hunt) ซึ่งบินถ่ายรูปเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2489 ดร. ควอริช เวลส์ ขออนุญาตกรมศิลปากรเข้ามาทำการขุดชั้นดินเพื่อหาอายุในเมืองโบราณทะเมนชัย ซึ่งกำหนดอายุได้อย่างคร่าวๆ ว่า 500 ปีก่อนคริสตกาล คือราว 2,500 ปีลงมา ซึ่งเป็นอายุที่นักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์จัดให้อยู่ในยุคเหล็กลงมา เมืองฝ้ายนั้นถ้าว่าตามอายุพระพุทธรูปก็ราว 1,200 ปีเท่านั้นเอง แต่ความเป็นชุมชนเมืองที่มีคนอยู่นั้นสืบมาแต่สมัยยุคเหล็กหรืออาจจะยุคเหล็กตอนปลาย แต่จะเข้าไปถึง 2,500 ปีหรือไม่ ยังไม่มีการศึกษากัน

แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่การเป็นยุคเหล็ก อันเป็นยุคที่มีพัฒนาการของชุมชนเป็นบ้านเมืองและเป็นรัฐเล็กๆ แล้ว ยุคเหล็กในอินเดียเริ่มราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ในดินแดนประเทศไทยเริ่ม 500 ปีก่อนคริสตกาลลงมา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคสมัยต้นพุทธกาลหรือยุคสุวรรณภูมิ ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นยุคเหล็กตอนปลายของอินเดีย และเป็นเวลาที่อินเดียเข้ามาเกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในนามว่าเป็นสุวรรณภูมิ เพราะเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่งทั้งธรรมชาติและทรัพยากร อินเดียเกี่ยวข้องกับสุวรรณภูมิโดยนำศาสนาทั้งพุทธและฮินดู รวมทั้งสิ่งที่เป็นอารยธรรมเข้ามาแพร่หลายในหมู่คนสุวรรณภูมิ ทำให้เกิดการรับศาสนาพุทธและพราหมณ์ การเกิดระบบกษัตริย์และสถาบันในระบบจักรวาลวิทยา (cosmology) ของอินเดีย แต่ที่สำคัญที่สุดในเรื่องอารยธรรมก็คือ ภาษาบาลี-สันสกฤต และอักษรที่ทำให้สังคมบ้านเมืองที่มีพัฒนาการเป็นรัฐแล้วในยุคนั้นเป็นสังคมมีลายลักษณ์ (Literate society)

(ยังมีต่อ)

 

อ่านเรื่องฉบับเต็มได้ใน วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๑ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๘) สมัครสมาชิก/สั่งซื้อ โทร. ๐ ๒๒๘๑ ๖๑๑๐ ต่อ ๑๐๕ (จ-ศ ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น.) ติดต่อกองบรรณาธิการ mbjournal1974@gmail.com โทรศัพท์ ๐ ๒๒๘๑ ๑๙๘๘ ต่อ ๑๙,๒๐ โทรสาร ๐ ๒๖๒๙ ๓๑๐๘ www.facebook.com/mbrjournal